วันหนึ่งต้องการพนักงานสำหรับทำหน้าที่อย่างหนึ่งประมาณสิบกว่าคน เลยลงประกาศในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง แล้วระบุเงินเดือนไปเลย ว่าประมาณ ๑๐๐-๑๒๐ ดอลล่าร์สหรัฐ (ถ้าจำไม่ผิด) ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นมีคนมาสมัครงานมืดฟ้ามัวดิน แย่งกันขอใบสมัครเต็มหน้าออฟฟิศราวจะมาก่อม็อบประท้วงบริษัท เห็นแล้วตกใจกันมาก สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะระบุเงินเดือนชัดเจนลงในหน้าประกาศสมัครงาน และวุฒิที่ต้องการไม่ได้สูงส่งเกินไปนัก คนหลายๆ คนจึงเห็นเป็นโอกาสที่ต้องรีบคว้า
เรื่องที่น่าตกใจคือใบสมัครนั้น คนที่นี่บางคนเอาไปถ่ายเอกสารแล้วกรอกมาส่ง ซึ่งดูเผินๆ ก็ไม่น่าเป็นปัญหา แต่ทว่ามีการถ่ายเอกสารขาย ขณะที่เราแจกฟรี มีการรับใบสมัครจากบริษัทแล้วเอาไปขายให้คนที่อยากได้งาน พี่คนหนึ่งที่มีประสบการณ์มากกว่าผมจึงต้องปั้มตราแดงๆ ตรงหัวมุมก่อนแจกใบสมัครเปล่าๆ ให้เอาไปกรอกที่ไหนก็ได้ แล้วมายื่นส่งพร้อมเอกสารวันหลัง เพราะว่ายืนชุมนุมออกันหน้าบริษัทราวกับจะก่อม็อบแบบนี้รับไม่ไหว หากใบสมัครไม่มีตราแดงปั้มที่หัวมุมจะไม่รับ ถือว่าไปถ่ายเอกสารมาและอาจสนับสนุนการขายใบสมัคร
ผมไม่รู้มาก่อนว่าแค่ใบสมัครเปล่าๆ ก็สามารถขายกันได้ หากคนที่อยู่ในบริษัทหยิบไปให้ใครอาจมีบุญคุณที่ต้องทดแทน หากได้งาน คือเงินเดือนเดือนแรกนั้นต้องให้คนที่แนะนำ ติดต่อ หรือช่วยให้ได้งาน บางครั้งเขาไม่ได้ทำอะไรเลยในการช่วยให้คนคนนั้นได้งาน แต่หากได้งาน ก็ถือแล้วว่าได้ช่วย เงินเดือนเดือนแรกจึงต้องตอบแทนอย่างที่คนให้นั้นมอบให้ด้วยความรู้สึกสำนึกในบุญคุณจริงๆ
การแนะนำงานแล้วได้ส่วนแบ่ง ๑ เดือนนั้นเป็นมาตรฐานที่รับรู้กันทั่วไปในเวลานั้น ซึ่งในมุมมองคนนอกสังคมกัมพูชาคือการทุจริต การแอบอ้างชื่อว่าทำงานที่นี่แล้วจะสามาถแนะนำได้ แต่ในระบบสังคมกัมพูชา นี่คือการช่วยเหลือกัน บางทีแม่ค้าขายกล้วยปิ้งหน้าบริษัทเห็นประกาศรับสมัครงานก็ไปบอกคนข้างบ้านของตนให้มาสมัคร นี่คือการหยิบยื่นโอกาส เพียงพอแล้วที่ต้องตอบแทนบุญคุณหากได้งานงานนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะได้งานจากความสามารถของเขาเองก็ตาม แล้วหากคุณได้งานเงินเดือนร้อยดอลล่าร์สหรัฐ แต่คนที่บอกข่าวนี้กับคุณยังนั่งขายกล้วยปิ้งด้วยความยากลำบาก คุณก็ควรตอบแทนเขาบ้าง ตามความเชื่อของระบบสังคมกัมพูชา
คนกัมพูชามาทำงานอย่างหนึ่งในเมืองไทยโดยการช่วยเหลือของคนไทยคนหนึ่ง พอได้เงินเดือนเขาก็เอาใส่ซองมาให้คนไทยคนนั้นด้วยความขอบคุณ แต่คนไทยคนนั้นไม่รับ เพราะไม่มีระบบแบบนี้ในบ้านเรา บ้านเราจะถือว่าเขาได้งานนั้นๆ ด้วยความสามารถของเขาเอง
หากคุณรู้จักคนกัมพูชา แล้วบอกเขาว่า หากว่างงานก็ไปสมัครงานที่นั่นที่นี่สิ เขาจะบอกว่า “ไม่รู้จัก” ซึ่งหมายถึงไม่รู้จักใครที่ทำงานที่นั่น ซึ่งตามระบบเดิมนั้น เชื่อไปแล้วว่าหากไม่รู้จักใครในนั้น โอกาสได้งานน้อยมาก เมื่อเขาบอกว่า “ไม่รู้จัก” แล้ว เขาก็จะไม่ไปสมัครแม้ว่าเราจะกระตุ้นให้ลองดู ยกเว้นหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ใจกล้าหน่อย หรือมีการศึกษาช่วยเป็นพื้นฐานความมั่นใจ
เคยรู้จักคนพื้นที่ตามที่ต่างๆ บางคนะถามเลยว่ามีงานให้ทำไหม บางคนถามโต้งๆ เลยว่า เอาคนเข้าทำงานคิดเท่าไหร่ ฟังดูแล้วเหมือนๆ สังคมไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา จำได้ตอนเด็กๆ คนข้างบ้านจะเอาลูกเข้าทำงานที่นั่นที่นี่ พ่อแม่ต้องหาเงินไปให้เขาเท่านั้นเท่านี้ ทุกวันนี้ได้ยินน้อยลง แต่น่าจะยังมีอยู่บ้างประปราย
บางคนจะลาออกก็เอาน้องสาวมาทำแทนก็มี เช่น แม่บ้าน แต่ไม่รับเพื่อเป็นตัวอย่างว่าเราไม่มีระบบรับใครแทนใครที่ลาออก หากว่ารับไป ถึงแม้ว่าเด็กสาวคนหนึ่งจะทำงานแม่บ้านแทนพี่สาวที่ลาออกไปแต่งงานได้ แต่มันก็จะดูไม่ดีและสร้างวัฒนธรรมการคัดเลือกคนเข้าทำงานที่ไม่เหมาะสม
ช่วงหนึ่งมีการหาคนเดินแจกใบปลิว แล้วให้เงินรายวัน ซึ่งเป็นจำนวนไม่มากเท่าไหร่ แต่พอทำๆ ไปมีคนมาบอกว่า หัวหน้าที่คุมคนเดินแจกใบปลิวรายวันนั้น หักเงินค่าหัวคิวจากคนอื่นๆ ในกลุ่มทุกวัน เมื่อรู้แล้วก็ต้องเลิกจ้าง ถือว่าทุจริต แต่ว่าคนที่หักเงินเขาก็เถียงว่า คนอื่นๆ ที่ยอมให้หักเงินนั้นเขายินดีให้หัก เพราะถือว่าช่วยหางานให้เขาทำ แต่ว่าตรงนี้รับไม่ได้ในสายตาผมในเวลานั้น
งานในกัมพูชานั้นหายาก ใครได้งานบริษัทต่างชาติก็ค่อยยังชั่ว คนจนมีมากมายก่ายกอง บางคนมีรายได้ต่อวันน้อยมาก และบางคนนึกไม่ออกว่าจะเอารายได้มากจากไหน นึกไม่ออกจริงๆ เมื่อมีคนแนะนำงานให้ การยอมให้หักก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรทำเลย
ระบบความช่วยเหลือกันนี้ยังมีเรื่องบ้านเช่าด้วย หากพนักงานบริษัทหรือใครสักคนพาชาวต่างชาติหรือบริษัทไปดูบ้านแล้วตกลงเช่า เมื่อได้เงินค่าเช่าบ้านเดือนแรกแล้ว เจ้าของบ้านจะต้องมอบให้คนที่เป็นตัวกลางพามาดู ซึ่งอาจเป็นนายหน้าสมัครเล่นหรือเพาะกิจ ลูกน้องที่บังเอิญนายจ้างพาไปแปลในวันที่ไปดูบ้าน หลังๆ มามีคนไทยบางคนสวมรอยระบบนี้ คือพาบริษัทของตนไปหาบ้านเช่าแล้วรับเงินหนึ่งเดือนแรกจากเจ้าของบ้านไปเลย ซึ่งในสังคมกัมพูชาจะไม่ถือสา แต่หากบริษัทหรือนายจ้างคุณรู้ อาจดูไม่ดีนัก
ที่ประหลาดใจมากคือวันหนึ่งมีคนมาหาที่บริษัท คนที่มาหานั้นบอกว่าเขาเป็นคนเปิดประตูให้เจ้านายเราเข้าไปพบเจ้านายเขาซึ่งมีตำแหน่งใหญ่โต วันก่อนที่บริษัทมีเรื่องที่ต้องเข้าพบท่านผู้นั้น เราก็นั่งฟังๆ ตั้งนานคุยไปคุยมาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่ามาทำไม กลัวว่าเราไปเมื่อวานแล้วไปทำอะไรผิดพลาดหรือหัวหน้าเขาสั่งให้มาบอกข่าวอะไร เขาก็พูดไปว่าเขาเปิดประตูให้เมื่อวานนี้ไง เมื่อนึกขึ้นได้จึงก็เอาเงินใส่ซองให้ห้าดอลล่าร์สหรัฐ จบ เขาอำลาแล้วกลับไปทันที แปลกดีที่มีการมาขอเงินถึงที่แล้วอ้างว่าเป็นคนเปิดประตูให้